ulthera กับ thermage ต่างกันยังไง แบบไหนเหมาะกับเรา?

ulthera กับ thermage ต่างกันยังไง คงเป็นคำถามที่หลายๆ คนสงสัยใช่มั้ยคะว่าการกระชับผิวหน้าทั้ง 2 วิธีนี้คืออะไร และต่างกันและต่างกันอย่างไรกันแน่ ซึ่งต้องขอเกริ่นนำก่อนว่าทั้ง 2 วิธีนี้ต่างก็เป็นหนึ่งในทางเลือกในการยกกระชับผิวหน้าที่ “ไม่ต้องผ่าตัด” โดยเน้นไปที่การกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวเหมือนๆ กัน แต่ก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น ในบทความนี้เราจะมาคุยกันค่ะว่าวิธียกกระชับใบหน้าทั้งแบบ ulthera กับ thermage ต่างกันอย่างไร และวิธีไหนเหมาะกับใครบ้าง

ulthera กับ thermage ต่างกันยังไง แบบไหนเหมาะกับเรา?

ulthera กับ thermage ต่างกันยังไง อยากยกกระชับใบหน้าควรเลือกแบบไหนดี?

Ulthera กับ thermage ถือว่าเป็นนวัตกรรมการเสริมความงามที่หลายคนพูดถึงอยู่บ่อย ๆ เพราะทั้งสองหัตถการเป็นเครื่องมือยกกระชับผิวที่กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น เห็นได้จากนักแสดงหลายๆ ท่านที่ใช้บริการและให้เสียงตอบรับกันเป็นเสียงเดียวว่าเห็นผลจริง คุ้มค่า เพราะทำเพียง 1 ครั้ง แต่ให้ผลลัพธ์ที่อยู่ได้นานถึง 1 ปี หน้ากระชับโดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องพักฟื้นนั่นเองค่ะ

Ulthera คือ…

Ulthera คือ นวัตกรรมที่ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงที่มีความเฉพาะเจาะจง โดยใช้เทคโนโลยี Advance-Focused Ultrasound ที่สามารถปล่อยพลังงานความร้อนในอุณหภูมิพอเหมาะลงลึกเข้าฟื้นฟูถึงผิวชั้นในสุดนั้นคือ ผิว SMAS (Superficial musculoaponeurotic system) ซึ่งเป็นชั้นที่ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า โดยในเคสที่มีความหย่อนคล้อยไม่มาก ได้ผลเทียบเคียงการผ่าตัดดึงหน้า ซึ่งพลังงานที่นำส่งลงไปจะกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนในผิวหนัง หลายชั้น โดยไม่มีการบาดเจ็บผิวหนังด้านบน ไม่ทำให้ผิวหนังเกิดการระคายเคืองแพ้ง่าย และไม่มีผลกับการโดนแสงแดดหลังทำ ผลจากการทำอัลเทอร่าจะเห็นชัดเจนตั้งแต่ 2-3 เดือนแรก และผลอยู่นานถึง 1 ปีเลยทีเดียว

Thermage คือ…

Thermage เป็นเทคโนโลยียกกระชับผิวด้วยคลื่นวิทยุชนิดขั้วเดียว (Monopolar RF) โดยสามารถส่งผ่านคลื่นลึกลงไปตั้งแต่ชั้นหนังแท้ (Dermis) จนถึงชั้นกล้ามเนื้อที่ชื่อว่า SMAS (Superfical Muscular Aponeurotic System) ซึ่งเป็นชั้นผิวหนังที่แพทย์ศัลยกรรมใช้ผ่าตัดเพื่อยกกระชับใบหน้า โดยพลังงานคลื่นวิทยุจาก Thermage จะทำให้เกิดความร้อนลึก (Deep heating) ที่เนื้อเยื่อใต้ชั้นผิว ส่งผลให้เส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินที่หย่อนคล้อยเกิดการหดตัว ทำให้เกิดการเรียงตัวของกล้ามเนื้อและเนื้อใต้ผิวหนังใหม่ผลดังกล่าวจะทำให้โครงสร้างใต้ผิวหนังกระชับตัวดีขึ้น และในระยะเวลาต่อมาคอลลาเจนใหม่จะสร้างเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผิวมีความแข็งแรง ริ้วรอยต่างๆ ลดลง และรูขุมขนเล็กลงนั่นเอง

หลักการกระชับผิวของ ulthera กับ thermage ต่างกันยังไง?

แม้จะดูมีหลักการยกกระชับและเทคโนโลยีที่คล้ายกัน แต่ทั้ง 2 วิธีนี้ก็มีการทำงานและผลลัพธ์ที่ได้ต่างกันอยู่ ดังนี้

Ulthera

ใช้วิธีการปล่อยคลื่นอัลตราซาวด์ (Ultrasound) ซึ่งเป็นคลื่นเสียงความถี่สูงด้วยเทคโนโลยีไมโครโฟกัส (Micrifocus) เข้าไปเป็นจุดเล็กๆ เรียงกันเป็นแถว ทำให้สามารถกำหนดแนวยกกระชับได้อย่างแม่นยำ โดยคลื่นอัลตราซาวด์จากไมโครโฟกัสสามารถเข้าสู่ชั้นผิวลึกลงไป 4.5-5 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นที่อยู่ของผิวชั้นใต้ไขมัน (Superficial muscular aponeurotic system: SMAS)

โดยผิวชั้นนี้แพทย์ใช้ในการผ่าตัดยกกระชับใบหน้า มีลักษณะเป็นเนื้อเยื่อพังผืดที่คอยยึดคอลลาเจนกับผิวหนังให้ดูกระชับ จากนั้นคลื่นอัลตราซาวด์จะทำให้เกิดความร้อน กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและเนื้อเยื่อที่มีความยืดหยุ่นขึ้นมาใหม่ ทำให้ผิวชั้นบนดูกระชับขึ้น ริ้วรอยลดเลือนลง

Thermage

จะใช้การปล่อยคลื่นวิทยุ (Radio frequency: RF) ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเข้าไปในพื้นผิวที่ต้องการได้ลึกถึงชั้นหนังแท้ (Hypodermis) แต่คลื่นวิทยุจาก Thermage จะมีลักษณะเหมือนการเปิดไฟฉายส่องลงบนผิวหนัง คือคลื่นจะกระจายวงกว้างแต่จะค่อยๆ จางลงเรื่อยๆ และเข้าไปได้ไม่ลึกเท่ากับ Ulthera

กล่าวโดยสรุปก็คือ Ulthera จะเน้นการทำงานจากด้านในผิวหนังจนส่งผลออกมาให้เห็นด้านนอก แต่ Thermage จะทำงานได้ดีหากใช้กับปัญหาผิวที่อยู่บริเวณพื้นผิวมากกว่า

   

Ulthera และ Thermage เหมาะกับใครบ้าง?

เทคนิคที่ต่างกันของ Ulthera และ Thermage ทำให้เทคโนโลยีทั้ง 2 ประเภทนี้ตอบสนองความต้องการได้ต่างกันเล็กน้อย

Ulthera

จะทำงานได้ดีกว่าเมื่อใช้เพื่อการ “กระชับ” ผิว เพราะสามารถปล่อยคลื่นลงไปได้ลึกถึงผิวชั้น SMAS ได้อย่างแม่นยำ เปรียบเสมือนการปรับปรุงผิวจากโครงสร้างภายใน ทำให้ผลลัพธ์การยกกระชับอยู่ได้นานกว่า Thermage โดยจะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นหากใช้กับผู้ที่มีผิวบางถึงปานกลาง มีไขมันน้อย เพราะคลื่นสามารถเข้าไปได้ง่าย

นอกจากนี้ Ulthera ยังได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (Food and drug administration: FDA) ว่าสามารถใช้ในการปรับปรุงสภาพผิวดังต่อไปนี้ได้อย่างเห็นผล

  • ยกคิ้ว
  • ยกกระชับใต้คางที่หย่อนคล้อย (เหนียง) และลำคอ
  • ลดเลือนริ้วรอยบริเวณหน้าอกด้านบน (Décolleté)

ในขณะที่

Thermage

เป็นคลื่นวิทยุกระจายตัวเป็นก้อนใหญ่ๆ ส่งความร้อนลึกลงไปได้ประมาณ 3.0 มิลลิเมตรเท่านั้น จึงเหมาะกับการปรับปรุงบริเวณพื้นผิวมากกว่า เช่น กระชับรูขุมขน ริ้วรอยผิวตื้นๆ ตีนกา สิว ลดเลือนปัญหาจากแดดร่วมกับการกระชับผิวหน้า

จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของ Thermage คือ มีประสิทธิภาพในการลดไขมันได้ดี เหมาะกับผู้ที่มีผิวหนา ผิวมัน และมีไขมันเยอะ ผู้ชายก็สามารถทำได้ เพราะโดยปกติผู้ชายมักมีผิวหนากว่าผู้หญิง

นอกจากนี้ Thermage ยังได้รับการรับรองจาก FDA ว่ามีผลในการปรับปรุงสภาพผิวดังต่อไปนี้อย่างเห็นผล

  • รักษาตีนกา และริ้วรอยได้ทั้งบริเวณเปลือกตาล่างและเปลือกตาบน
  • ลดเรือนริ้วรอยบนผิวหนัง
  • สลายเซลลูไลท์ (Cellulite)

สรุปแล้ว หากคนไข้เป็นคนผิวบาง ผอม และต้องการ “ยกกระชับ” ผิว ไม่ว่าจะเป็นคิ้ว คอ คาง หรือหน้าอกด้านบน Ulthera อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า แต่หากเป็นคนมีเนื้อมีหนัง ผิวหนา ที่ต้องการยกกระชับเปลือกตาด้านบน ล่าง สลายเซลลูไลท์หน้าท้องหรือลำตัว Thermage อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า แต่ประสิทธิภาพในการยกกระชับผิวอาจไม่เท่ากับ Ulthera

Ulthera กับ Thermage ทำตำแหน่งไหนได้บ้าง?

โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้คนมักทำ Ulthera และ Thermage เพื่อแก้ปัญหาผิวบริเวณใบหน้า แต่ความจริงแล้วทั้งสองหัตถการสามารถใช้สำหรับผิวบริเวณอื่นได้ด้วย

ตำแหน่งต่างๆ ที่สามารถทำ Ulthera ได้ มีดังนี้

  • คิ้ว
  • ใต้คาง หรือเหนียง
  • ลำคอ
  • หน้าอกด้านบน

ส่วนตำแหน่งต่างๆ ที่สามารถทำ Thermage ได้ มีดังนี้

  • คิ้ว
  • ใต้คาง หรือเหนียง
  • หน้าท้อง ลำตัว
  • แขน
  • ต้นขา เข่า

ระยะเวลาเห็นผลของ Ulthera กับ Thermage

Uthera

มักเห็นผลในไม่กี่วันหลังจากครั้งแรกที่ทำ หลังจากนั้นร่างกายจะสร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผลลัพธ์ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นใน 3-6 เดือน ผลลัพธ์จะคงอยู่ได้นาน 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับกระบวนการสร้างคอลลาเจนและการดูแลรักษาของแต่ละคน

Thermage

สามารถเห็นผลได้หลังจากทำเพียงครั้งเดียวเช่นกัน ผลลัพธ์จะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นใน 2-6 เดือนและอยู่ได้นาน 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาและการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละคนเช่นกัน

อย่างไรก็ดี ผิวหนังของคนไข้จะค่อยๆ กลับไปหย่อนคล้อยตามธรรมชาติอีกครั้ง แต่สำหรับคนไข้ผู้ที่เข้ารับบริการสามารถทำซ้ำได้ทั้ง Thermage และ Ulthera เพราะทั้ง 2 วิธีมีความเสี่ยงต่ำ มักไม่ต้องพักฟื้นหลังทำ สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้เป็นปกติตามที่กล่าวไว้ข้างต้นค่ะ อย่างไรก็ดี ไม่ว่าคนไข้จะเลือกวิธีการยกกระชับหน้าเช่นไร ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์และศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อผลลัพธ์ที่ดีและเป็นไปตามที่คาดหวังนั่นเองค่ะ

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ผลข้างเคียงจากฟิลเลอร์มีอะไรบ้าง? ใครอยากฉีดก็ต้องรู้

อยากฉีดฟิลเลอร์ ต้องทำยังไง การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนฉีดฟิลเลอร์

ยกกระชับหน้าด้วยฟิลเลอร์ สวยทันที ไม่เจ็บตัว ไม่ต้องผ่าตัด

นัดหมาย หรือ ขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :

Line : @debeauclinic
☎️ : 097 426-6956 หรือ 097 429-5645

ฉีดฟิลเลอร์ หมอโบ เดอโบคลินิก (De Beau Clinic) ฟิลเลอร์ ฟิลเลอร์ใต้ตา ฟิลเลอร์ร่องแก้ม ฟิลเลอร์หน้าผาก ฟิลเลอร์แท้

หมอโบ หรือ พญ.ปาริฉัตร ตัณชวนิชย์ เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังที่มีประสบการณ์การดูแลคนไข้ด้านความงามมากกว่ากว่า 15 ปี ศึกษาจบแพทยศาสตร์บัณฑิตจากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาลัยมหิดล หลังจากนั้นได้ไปศึกษาต่อเฉพาะทางด้านผิวหนังที่ Boston University ประเทศสหรัฐอเมริกา จากนั้นก็กลับมาทำงานเป็นแพทย์ประจำแผนกผิวหนังและศูนย์ความงามที่โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา และเมื่อสะสมประสบการณ์มายาวนานกว่า 9 ปี ก็มาเปิดคลินิกของตนเองภายใต้ชื่อ “เดอ โบ คลินิก” (de beau clinic) ซึ่งหมอโบเองก็ค่อนข้างประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะมีคนไข้แวะเวียนเข้ามา รีวิวบอกกันปากต่อปากถึงความละเอียดของหมอโบว่า “ละเอียด เนียน เป๊ะ!”

สำหรับฟิลเลอร์ที่หมอใช้ก็เป็นฟิลเลอร์จากยุโรปแท้ที่ผ่านการรับรองจาก อย.ไทยเท่านั้น รวมถึงประสบการณ์ของหมอเองที่ #ยืนหนึ่ง ในวงการฟิลเลอร์ ทำให้มั่นใจได้เลยว่า จะ “สวยมากเสี่ยงน้อย” หากใครมีปรึกษาเรื่องฟิลเลอร์หรืออยากปรับรูปหน้าสามารถปรึกษาหมอโบได้นะคะ หมอยินดีดูแลเองทุกเคสค่ะ